โครงสร้างของพืช

แบบทดสอบปลายภาคเรียน  วิชา  ชีววิทยา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  จำนวน  90  ข้อ  30  คะแนน

คำสั่ง  ให้นักเรียนเลือกกากบาท ( X )  หน้าคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว  ทำในกระดาษคำตอบ

  1. แสงแดดทำหน้าที่อะไรในกระบวนการสังเคราะห์แสง

ก.      เป็นคะตะลิสต์ในปฏิกิริยาที่ใช้แสง

ข.      เป็นตัวกระตุ้นให้คลอโรฟิลล์ทำงาน

ค.      เป็นตัวกระตุ้นให้น้ำแตกตัวเพื่อให้คลอโรฟิลล์ทำงาน

ง.       เป็นองค์ประกอบร่วมกับ  COและน้ำเพื่อประกอบเป็นสารอินทรีย์

  1. เมื่อเราสังเกตตู้ปลาที่มีพืชน้ำอยู่ด้วยบาง

ครั้งจะเห็นก๊าซอยู่ตามขอบใบ เมื่อมีฟอง

อากาศ ขนาดใหญ่มากขึ้นก็จะผุดขึ้นมา

ก๊าซชนิดนี้คือก๊าซอะไร

ก. H 2

                ข.  O2

                ค.  CO2

                ง.  S

  1. โครงสร้างซึ่งมีลักษณะคล้ายเหรียญ

ซึ่งเป็นส่วนประกอบภายในเม็ดคลอ

โรพลาสต์ เรียกว่าอะไร

ก.      stromata

ข.      granum

ค.      thylakoid

ง.       stromata granum     

  1. stromata หมายถึงส่วนใดของคลอโรพลาสต์

ก.      ของเหลวภายในเม็ดคลอโรพลาสต์

ข.      แหล่งของเอนไซม์ในปฏิกิริยาที่ต้องใช้แสง

ค.      แผ่นแบนๆที่ซ้อนกันเป็นตั้ง

ง.       ถูกทุกข้อ

2.   โฟโตไลซิส ( Photolysis )หมายถึงข้อใด

ก. การปล่อยอิเล็กตรอน

ข.  ปฏิกิริยาแยกสลายโมเลกุลของน้ำ

ด้วยพลังงานแสง

ค.   ปฏิกิริยาการรวมตัวของอิเล็กตรอนกับ

ตัวนำอิเล็กตรอน

ง.   ปฏิกิริยาการถ่ายทอดพลังงานของ

ตัวนำอิเล็กตรอน

  1. สารประกอบอยู่ตัวชนิดแรก ที่เป็นผลของการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชคืออะไร

ก.      RuBP

ข.      PGAL

ค.      NAD

ง.       PGA

  1. รงควัตถุที่พบเฉพาะในพืชและสาหร่ายสีเขียว

ก.  คลอโรฟิลล์บี

ข.  แคโรทีนอยด์

ค.   ไฟโคบิลิน

ง.  คลอโรฟิลล์เอ

  1. พืชสังเคราะห์แสงได้น้อยที่สุดคือสีอะไร

ก.   สีเหลือง

ข.  สีเขียว

ค.  สีม่วง

ง.  สีน้ำเงิน

  1. รงควัตถุที่พบในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

ก.      chlorophyll

ข.      carotenoid

ค.      phycobilin

ง.       carotene

  1. เซลล์ชนิดใดที่มีบทบาทในการสังเคราะห์แสง โดยดูดพลังงานแสงได้มากที่สุด

ก.      palisade cell

ข.      spongy cell

ค.      upper  epidermis

ง.       lower epidermis

  1. พบว่าแบคทีเรียบางชนิด สังเคราะห์แสงโดย

ใช้ไฮโดรเจนซัลไฟต์แทนน้ำ ผลที่ได้คืออะไร

ก.      มีน้ำเกิดแทนคาร์โบไฮเดรต

ข.      มีกรดซัลฟิวริกเกิดแทนก๊าซออกซิเจน

ค.      มีก๊าซซัลเฟอร์เกิดแทนก๊าซออกซิเจน

ง.       มีก๊าซซัลเฟอร์และก๊าซออกซิเจน

  1. โมเลกุลของระบบแสง   II  ที่ขาดอิเล็กตรอน เนื่องจาก อิเล็กตรอนถูกรับไปโดยคลอโรฟิลล์ในระบบแสง I  แต่  ก็จะได้รับอิเล็กตรอนพลังงานต่ำมาใหม่โดยรับจาก

ก.      น้ำ

ข.      ออกซิเจน

ค.      ไซโตโครม

ง.       คาร์บอนไดออกไซดด์

  1. จากกระบวนการสังเคราะห์แสง สารที่สร้างขึ้นในปฏิกิริยาและจะถูกนำไปใช้ต่อในปฏิกิริยาไม่ใช้แสงได้แก่

ก.      ATP และ  NADPH + H+

ข.      ADP  และ  NADPH + H+

ค.      ATP  และ NADP+

ง.       NADP+ และ ADP

  1. ข้อใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาที่ต้อง

ใช้แสงของพืช

ก.      น้ำ

ข.      พลังงานจากแสง

ค.      คาร์บอนไดออกไซด์

ง.       รงควัตถุในคลอโรพลาสต์

  1. ในการทดลองนำพืชสีเขียวครอบแก้วที่ไม่มีคาร์บอนไดออกไซด์แล้วนำไปวางไว้กลางแดด

จากนั้นนำมาทดสอบเปรียบเทียบกับต้นไม้

ชนิดเดียวกันแต่อยู่ในสภาวะปกติ เมื่อทดสอบ

ผลจะเป็นอย่างไร

ก.      ใบของพืชทั้งสองมีปริมาณแป้งเท่ากัน

ข.      ใบของพืชที่อยู่ในสภาวะปกติไม่มีแป้ง

ค.      ใบของต้นที่ครอบแก้วมีปริมาณแป้งมากกว่า

ง.       ใบของต้นที่ครอบแก้วมีปริมาณแป้ง

น้อยกว่าหรือไม่มี

  1. พืชในข้อใดที่มีการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์

สองครั้ง

ก.      ข้าวโพด ข้าวเหนียว

ข.      ข้าวโพด อ้อย

ค.      บานไม่รู้โรย กุหลาบ        

ง.       ถั่ว ข้าวสาลี

  1. กัตเทชัน ( guttation ) จะพบได้ในสภาวะใด

ก.      พืชคายน้ำได้มากกว่าปกติ

ข.      ลมพัดแรงอากาศแห้งมาก

ค.      อากาศมีความชื้นสูง ไม่มีแสง

ง.       ปากใบเปิดมากกว่าปกติทำให้เกิด

การคายน้ำ

  1. อุณหภูมิใดที่พืชมีอัตราการสังเคราะห์แสงสูงสุด

ก.      10  องศาเซลเซียส

ข.      20  องศาเซลเซียส

ค.      30  องศาเซลเซียส

ง.       35  องศาเซลเซียส

  1. เซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของ sieve tube

ในการลำเลียงคืออะไร

ก.      companion cell

ข.      phloem  parenchyma

ค.      phloem  fiber

ง.       tracheid

  1. ใบไม้โดยทั่วไปจะมีด้านหลังใบสีเข้มมากกว่า

ด้านท้องใบ เนื่องจากอะไร

ก.      ชั้นเอพิเดอร์มิสด้านบนมีสีเขียวเข้มกว่า

ข.      ชั้นคิวทินทางด้านท้องใบหนากว่าทางด้านหลังใบ

ค.      คลอโรพลาสต์ด้านหลังใบจะมีมากกว่าท้องใบ

ง.       ถูกทุกข้อ

  1. ถ้าพืชไม่นำ CO2 ไปใช้ในการสังเคราะห์แสง

จะเกิดผลอย่างไร

ก.      CO2ในบรรยากาศจะเพิ่มขึ้น

ข.      เกิดสภาวะเรือนกระจก

ค.      อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มมากขึ้น

ง.       ถูกทุข้อ

  1. พืชในข้อใดที่มีการปิดเปิดของปากใบไม่เหมือน

พืชโดยทั่วไป

ก.      บัวสาย                  

ข.      บัวหลวง

ค.      กระบองเพชร     

ง.       กล้วยไม้

  1. เนื้อเยื่อใดที่พบในรากพืชเท่านั้น

 ไม่พบในลำต้น

ก.      endodermis         

ข.      parenchyma

ค.      xylem   

ง.       phloem

  1. มัดท่อลำเลียงในลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะกระจายอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ ทิศทางของแต่ละกลุ่มของมัดท่อลำเลียงจะเป็นอย่างไร

ก.      ไม่เป็นระเบียบ

ข.      เป็นระเบียบจัดไซเลมอยู่ด้านนอก

ค.      เป็นระเบียบ  จัดโฟลเอมอยู่ด้านนอก

ง.       เป็นระเบียบจัดโฟลเอมและไซเลมอยู่ในแนวรัศมี

  1. ข้อใดที่จัดว่าเป็นเนื้อเยื่อถาวร

ก.      cambium

ข.      cork cambium

ค.      vasculabundle

ง.       intercalaly meristem

  1. ข้อสังเกตของเนื้อเยื่อเจริญและเนื้อเยื่อถาวรข้อใดที่ไม่ถูกต้อง

ก.      เนื้อเยื่อเจริญจะมีเซลล์ขนาดเล็กรูปร่างเหมือนๆกัน

ข.      เนื้อเยื่อถาวรมีรูปร่างที่พัฒนาเต็มที่แล้วจึงมีความแตกต่างกัน

ค.      เนื้อเยื่อเจริญมีการแบ่งเซลล์ ทำให้เซลล์มีรูปร่างแตกต่างกัน

ง.       เนื้อเยื่อเจริญประกอบด้วยเซลล์ที่มีผนังบาง

  1. คอมพาเนียนเซลล์ (companion cell) จะพบในเนื้อเยื่อกลุ่มใด

ก.      xylem

ข.      phloem

ค.      Cambium

ง.       Cortex

  1. ในการศึกษาเนื้อเยื่อบริเวณปลายรากของถั่วดำหรือถั่วแดง เนื้อเยื่อที่มีลักษณะเล็กๆรูปร่างเหมือนกันถือเป็น   

เนื้อเยื่อชนิดใด

ก.      intercalary meristem

ข.      leteral meristem

ค.      apical meristem

ง.       root cap

  1. พืชในข้อใดที่มีกลุ่มมัดท่อลำเลียงไม่มีลักษณะเป็นแฉก

ก.      พุทธรักษา

ข.      พุทรา

ค.      ฝรั่ง

ง.       มังคุด

  1. รากของหญ้าแฝกนอกจากจะทำหน้าที่ดูดน้ำและแร่ธาตุแล้วยังทำหน้าที่ใดเป็นพิเศษ

ก.      ช่วยในการสังเคราะห์ด้วยแสง

ข.      ช่วยยึดเกาะป้องกันการพังทลาย

ค.      ช่วยในการค้ำจุน

ง.       ช่วยในการหายใจ

  1. ในการศึกษาเปรียบเทียบโครงสร้างภายในลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่และใบเลี้งเดี่ยว คำกล่าวข้อใดไม่ถูกต้อง

ลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวส่วนใหญ่มีการเจริญเติบโตขั้นต้นเท่านั้น

พืชใบเลี้ยงคู่มีการเจริญเติบโตทั้งขั้นต้นและขั้นที่สอง

พืชใบเลี้ยงคู่จะมีบันเดิลชีท

พืชใบเลี้ยงคู่จะมีแคมเบียม

  1. ข้อใดที่ไม่ได้เปลี่ยนมาจากโพรแคมเบียม

ก.      primary xylem

ข.      secondary xylem

ค.      primary phloem

ง.       Cambium

  1. ข้อใดที่มีการจัดเรียงตัวของเส้นใบแบบ paralleled venation

ใบตอง

ใบโพ

ใบบัวบก

ใบมะม่วง

  1. การเจริญของหมวกรากมีผลมาจากข้อใดมากที่สุด

ก.      ปริมาณน้ำในดิน

ข.      ปริมาณแสง

ค.      แรงโน้มถ่วงของโลก

ง.       ความพรุนของดิน

  1. หนามของพืชชนิดใดที่เปลี่ยนมาจากลำต้น

ก.      กระบองเพชร

ข.      เฟื่องฟ้า

ค.      มะเขือพะวง

ง.       ถูกข้อ ข,ค

  1. การที่ต้นทุเรียนมีขนาดความกว้างของลำต้นใหญ่กว่าต้นหมากที่มีอายุเท่ากัน และปลูกอยู่บริเวณใกล้ๆกันเป็นเพราะ

ก.      ต้นทุเรียนมีแคมเบียม ต้นหมากไม่มี

ข.      จำนวนกลุ่มท่อลำเลียงของต้นทุเรียนมีมากกว่าต้นหมาก

ค.      ต้นทุเรียนมีการเรียงตัวของกลุ่มท่อลำเลียงเป็นระเบียบมากกว่าต้นหมาก

ง.       เซลล์ของต้นทุเรียนแบ่งตัวได้รวดเร็วกว่าเซลล์ของต้นหมาก

  1. ผลจากการเจริญเติบโตขั้นที่สอง ของพืชใบเลี้ยงคู่ทำให้อวัยวะของพืช เช่น รากและลำต้น

ก.      มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพิ่มขึ้น

ข.      มีความยาวและส่วนสูงเพิ่มขึ้นตามลำดับ

ค.      เพิ่มทั้งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางและความยาว

ง.       ทำให้รากและลำต้นมีอายุยืนยาว

  1. ต้นมะพร้าวแม้มีอายุหลายปี แต่ไม่มีวงปีเกิดขึ้นนั้นเนื่องจาก

ก.      กลุ่มท่อน้ำและอาหารอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ

ข.      มีปริมาณของเนื้อเยื่อไซเลมน้อยเกินไป

ค.      มีปริมาณของเนื้อเยื่อพาเรนไคมามากเกินไป

ง.       ไม่มีแคมเบียม

  1. เซลล์พืชพวกใดที่เจริญเติบโตเต็มที่และมีผนังเซลล์ชุดที่ สอง  แล้วจะตาย

ก.      เทรคีด เวสเซลล์ และไฟเบอร์

ข.      เทรคีด เวสเซลล์ และซีฟทิวบ์เมมเบอร์

ค.      เทรคีด เวสเซลล์  ไฟเบอร์ และซีฟทิวบ์เมมเบอร์

ง.       เทรคีด เวสเซลล์  ไฟเบอร์ และเซลล์คอมพาเนียน

  1. เพราะเหตุใดต้นพืชจึงมีการเจริญเติบโตได้เรื่อยๆ

ก.      พืชมีเนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายตลอดชีวิต

ข.      เซลล์พืชมียีนที่กำหนดแบบแผนการเจริญเฉพาะตัว

ค.      เซลล์พืชทุกเซลล์สามารถแบ่งตัวและเพิ่มขนาดได้ตลอดเวลา

ง.       เนื้อเยื่อถาวรสามารถเปลี่ยนไปเป็นเนื้อเยื่อเจริญได้หากสภาพแวดล้อมเหมาะสม

  1. พืชดอกชนิดหนึ่งมีจำนวนโครโมโซม  1  เซลล์  เท่ากับ 16 แท่ง เซลล์เอนโดสเปิร์มของพืชนี้จะมีโครโมโซมจำนวนกี่แท่ง

ก.      16

ข.      8

ค.      24

ง.       48

  1. การสืบพันธุ์แบบใดที่ลูกมีโอกาสแตกต่างจากพ่อแม่มากที่สุด

ก.      มะม่วงที่เจริญมาจากการงอกของเมล็ด

ข.      มะม่วงที่เจริญมาจากกิ่งตอน

ค.      หน่อของไฮดราที่แยกออกมาจากตัวเมีย

ง.       พารามีเซียมที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆกัน

  1. ในหลอดละอองเรณู  1  อัน มีสเปิร์มนิวเคลียสอยู่จำนวนเท่าใด

ก.      1

ข.      2

ค.      3

ง.       4

  1.  ภายในถุงเอมบริโอ ของพืชมีดอกประกอบด้วยจำนวนเซลล์และนิวเคลียสเรียงตามลำดับดังนี้

ก.      1 เซลล์  8  นิวเคลียส

ข.      7  เซลล์  7   นิวเคลียส

ค.      7  เซลล์  8  นิวเคลียส

ง.       8  เซลล์  7  นิวเคลียส

  1. ใส่สารละลายซูโครสร้อยละ  10  ลงบนกึ่งกลาง สไลด์แล้วเคาะให้ละอองเรณูจากดอกชบาลงบนหยดสารละลายนี้  ดึงเอาส่วนก้านเกสรตัวเมีย และยอดเกสรตัวเมีย ออกจากรังไข่ นำไปใส่ลงในสารละลายในสไลด์ที่มีละอองเรณูอยู่ก่อนแล้ว อะไรน่าจะเกิดขึ้นหลังจากเวลาผ่านไปแล้ว  1 วัน

ก.      ละอองเรณูเกิดพลาสโมไลซิส

ข.      ละอองเรณูงอกเป็นหลอดละอองเรณู

ค.      ก้านเกสรตัวเมียและยอดเกสรตัวเมียยืดยาวออกไป

ง.       เกิดการรวมตัวของเซลล์สืบพันธุ์จากละอองเรณูและยอดเกสรตัวเมีย หลังจากเกิดการถ่ายละอองเรณู

  1. ดอกไม้ชนิดหนึ่งมีอับเรณู  4  อัน แต่ละอันเมื่อยังอ่อนอยู่ มี microspore mother cell จำนวน  100  เซลล์  เมื่อดอกไม้นี้บานจะผลิตละอองเรณู จำนวนเท่าใด

ก.      220

ข.      400

ค.      1,600

ง.       800

  1. การปฏิสนธิซ้อนเกิดเฉพาะในพืชดอกซึ่งเป็นขบวนการที่

ก.      ไข่ถูกปฏิสนธิโดยสเปิร์มนิวเคลียส 2 อัน

ข.      สเปิร์มนิวเคลียส 2 อัน ปฏิสนธิกับไข่ 2 ใบ ภายในถุงเอมบริโอ

ค.      สเปิร์มนิวเคลียสอันหนึ่งปฏิสนธิกับไข่ อีกอันหนึ่งปฏิสนธิกับซินเนอร์จิด

ง.       สเปิร์มนิวเคลียสอันหนึ่งปฏิสนธิกับไข่ อีกอันหนึ่งปฏิสนธิกับโพลาร์นิวคลีไอ

  1. Polination หมายถึง

ก.      การที่ละอองเกสรตัวผู้ตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย

ข.      การที่ละอองเกสรตัวผู้งอกที่ยอดเกสรตัวเมีย

ค.      การที่เชื้อตัวผู้เข้าไปผสมกับโอวุล

ง.       การที่เชื้อตัวผู้เข้าไปผสมกับเอมบริโอแซค

  1.  Fertilization  ในพืชหมายถึง

ก.      การที่ละอองตัวผู้ตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย

ข.      การที่ละอองเกสรตัวผู้งอกที่ยอดเกสรตัวเมีย

ค.      การที่เชื้อตัวผู้เข้าไปผสมกับเอมบริโอแซค

ง.       การที่เชื้อตัวผู้เข้าไปผสมกับไข่

  1. ถ้ามะนาวผลหนึ่งมีเมล็ดทั้งสิ้น 50 เมล็ด จำนวนสเปิร์มที่ใช้ในการเข้าปฏิสนธิเพื่อให้กำเนิดเมล็ดดังกล่าวมีทั้งหมดเท่าไร

ก.      50  ตัว

ข.      100  ตัว

ค.      200  ตัว

ง.       400  ตัว

  1. ออกซินจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อได้รับแสง

ก.      เคลื่อนเข้าหาแสง

ข.       เคลื่อนหนีแสง

ค.      กระจายไปทั่วที่บริเวณปลายยอด

ง.       ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น                    

  1. ออกซินจะมีผลต่อการเจริญของพืชในส่วนใดมากที่สุด

            ก. ตา           

            ข. ราก

            ค. ลำต้น        

            ง. ดอก

  1. ข้อใดที่ไม่ใช่ประโยชน์ของการใช้ออกชินในการเกษตร

            ก. ช่อองุ่นที่ได้มีผลมากขึ้น

            ข. กระตุ้นการเกิดรากของกิ่งปักชำ

            ค. เจริญเป็นผลที่ไม่มีเมล็ด  

            ง. การผลิตยาปราบศัตรูพืช

  1. ปริมาณออกชินที่เหมาะที่สุดต่อการเจริญของลำต้น จะมีผลต่อการเจริญของรากอย่างไร

            ก. รากเจริญมากขึ้นด้วย

            ข. รากเจริญได้น้อยลง

            ค. จะยับยั้งการเจริญของราก

            ง.  การเจริญของรากเป็นไปตามปกติ

  1. ในการเกษตรปัจจุบันสามารถใช้ฮอร์โมนในการเปลี่ยนดอกตัวผู้ให้เป็นดอกตัวเมียเพื่อเพิ่มผลผลิตพืชตระกูลแตง ฮอร์โมนที่ใช้คือฮอร์โมนชนิดใด

            ก. ออกซิน

            ข. จิบเบอเรลลิน

            ค. ไซโทไคนิน

            ง.   กรดแอบไซซิก

  1. สมศักดิ์ปลูกต้นกุหลาบเพื่อตัดดอกขาย เขาใช้ฮอร์โมนชนิดใดเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง

            ก. ออกซิน      

            ข. จิบเบอเรลลิน

            ค. ไซโทไคนิน   

            ง. กรดแอบไซซิก

  1. ในการทำไม้ประดับที่ต้องการให้พืชมีต้นขนาดเล็กหรือแคระ สามารถทำได้โดยวิธีใด

ก.      ใช้สารออกซินที่มีความเข้มข้น 10 -100 ppm

ข.      ใช้สารเคมีที่มีสมบัติยับยั้งการสร้างจิบเบอเรลลินในพืช

ค.      ปล่อยให้พืชเจริญตามปกติ แต่ใช้วิธีตัดกิ่งและใบออก

            ง. ถูกต้องทุกข้อ

  1. ในการทำสวนยางพาราควรเลือกใช้ฮอร์โมนข้อใดเพื่อเพิ่มผลผลิตของยาง

            ก. ไซโทไคนิน   

            ข. กรดแอบไซติก

            ค. เอทิลีน

            ง. ด่างทับทิม

  1. ถ่านก๊าซ (cakium carbide) เป็นสารที่มักจะใช้เพื่อจุดประสงค์ใด

            ก. ชะลอการสุกของผลไม้   

            ข. รักษาสภาพเดิมของผลไม้ได้นานขึ้น

            ค. ยับยั้งการเจริญเติบโตของพืชไม่ให้เป็นไป

            ตามปกติ

            ง. เร่งการสุกของผลไม้

  1. สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชข้อใดมีสมบัติเป็นก๊าซ

            ก.  abcisic acid 

            ข. Ethylene

            ค. cytokinin 

            ง. Auxin    

  1. ข้อใดที่กล่าวถึงผลของเอทิลีนผิดจากความเป็นจริง

ก.     ถ้าได้รับในปริมาณมากๆ จะกระตุ้นให้ใบไม้ร่วง

ข.      เพิ่มปริมาณน้ำยางในผลไม้บางชนิด เช่น มะละกอ เพื่อผลิต  papaein

ค.      ชะลอการเกิดรากฝอยและรากแขนง

ง.       กระตุ้นให้ผลไม้สุกเร็วขึ้น

  1. ในการปลูกพืชทำรั้วมักต้องการพืชที่แตกกิ่งก้านสาขามาก โดยต้นไม่สูงมากนัก จึงต้อง

ตัดยอดต้นไม้ทิ้งเพื่อให้ตาข้างเจริญดี การปฏิบัติดังกล่าวเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนใด

ก.      ออกซิน

ข.      จิบเบอเรลลิน

ค.      ไซโทไคนิน

ง.       กรดแอบไซซิก

  1. ในการปลูกโกสนเป็นไม้ประดับ เราต้องการโกสนต้นเตี้ย และมีการแตกเป็นพุ่ม ถ้าต้องการต้นโกสนลักษณะดังกล่าวเราต้องฮอร์โมนชนิดใด

ก.      ออกซินกับไซโทไคนิน

ข.      จิบเบอเรลลินกับไซโทไคนิน

ค.      ออกซินกับจิบเบอเรลลิน

ง.       ไซโทไคนินกับกรดแอบไซซิก

  1. ฮอร์โมนพืชการแสดงผลในข้อใดถูกต้อง

ก.      ออกซินกับการขยายตัวของเซลล์ตรงช่องระหว่างข้อ

ข.      จิบเบอเรลลินกับการข่มตาข้าง  ไม่ให้ตาข้างเจริญเติบโต

ค.      ไซโทไคนินกับการเกิดรากของกิ่งปักชำ

ง.       เอทิลีน การออกดอกของสับปะรด

  1. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในอาหารวุ้น ปรากฏว่าเมื่อใช้น้ำมะพร้าวผสมด้วย เนื้อเยื่อจะมีการแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนเป็นแคลลัสได้ดี ในน้ำมะพร้าวมีสารอะไรที่กระตุ้นการแบ่งเซลล์

จ.       ออกซิน

ฉ.      ไซโทไคนิน

ช.      จิบเบอเรลลิน

ซ.      เอทิลีน

  1. ใบอ่อนของพืชเจริญมาจากเนื้อเยื่อในข้อใด

ก.      permanent  tissue

ข.      intercalary           

ค.      apical  meristem

ง.       cork  cambium

  1. lateral  meristem  หมายถึงเนื้อเยื่อในข้อใด

ก.      epidermis                                                             

ข.      cambium

ค.      cortex   

ง.       pith

  1. พืชในข้อใดที่พบว่ามีการขยายขนาดออกทางด้านข้างของลำต้นได้

ก.      หมากผู้หมากเมีย                                                

ข.      ปาล์ม

ค.      มะพร้าว               

ง.       ไผ่          

  1. เมื่อศึกษาภาพเนื้อเยื่อของพืช  จะพบว่าเนื้อเยื่อเจริญมีลักษณะอย่างไร

ก.      เซลล์มีขนาดแตกต่างกัน

ข.      เซลล์มีขนาดเล็กเท่า ๆ กัน                               

ค.      มีช่องว่างระหว่างเซลล์มาก                             

ง.       ผนังเซลล์เป็นเซลลูโลสบาง ๆ

  1. พืชในข้อใดที่ยังพบกลุ่มเนื้อเยื่อที่ส่วนของลำต้นบริเวณเหนือข้อ  ทั้ง ๆ ที่ส่วนที่อยู่เหนือขึ้นไปพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อถาวรแล้ว

ก.      หมากผู้หมากเมีย

ข.      มะพร้าว

ค.      หญ้า                      

ง.       กุหลาบ

  1. epidermis  เปรียบเทียบได้กับส่วนใดของร่างกายมนุษย์

ก.      เส้นผม                                                                  

ข.      เซลล์ประสาท

ค.      เส้นเลือดฝอย      

ง.       หนังกำพร้า

  1. ช่องว่างระหว่างเซลล์  (intercellular  space)  จะพบในกลุ่มเซลล์ข้อใด

ก.      epidermis

ข.      collenchyma

ค.      sckerenchyma

ง.       parenchyma        

  1. ข้อใดไม่ใช่เนื้อเยื่อเจริญของพืช

ก.      cork  cambium                                                   

ข.      cortex

ค.      meristem              

ง.       vascular  cambium

  1. ในการตอนกิ่งมะม่วงจะมีการควั่นและลอกเปลือกออกจากนั้นจึงขูดเนื้อไม้เบา ๆ   ก่อนที่จะหุ้มด้วยดินและกาบมะพร้าว  การควั่นเปลือกและขูดเนื้อไม้ทำเพื่อจุดประสงค์อะไร

ก.      ตัดท่อลำเลียงอาหารและขูดเนื้อเยื่อเจริญออกไป

ข.      ตัดท่อลำเลียงอาหาร

ค.      ตัดท่อลำเลียงน้ำ                                 

ง.       ขูดส่วนของเอพิเดอร์มิสออกไป

  1. การที่เนื้อเยื่อของผลฝรั่งมีลักษณะสาก  เนื่องจากประกอบด้วยเซลล์ชนิดใด

ก.      collenchyma       

ข.      parenchyma

ค.      sclereid                                                                 

ง.       fiber

  1. เนื้อเยื่อชนิดใดที่ช่วยพยุงให้เกิดความแข็งแรงแก่     ลำต้น  มีผนังเซลล์หนามาก  และมีสารลิกนินประกอบอยู่ด้วย

ก.      parenchyma        

ข.      sclerenchyma

ค.      cork  cambium                                                   

ง.       collenchyma

  1. ข้อใดจัดเป็นเนื้อเยื่อเชิงซ้อน

ก.      pholoem

ข.      cork

ค.      collenchyma       

ง.       ข้อ 1  และ  3

  1. fiber  มีลักษณะดังข้อใด

ก.      มีช่องว่างภายในเซลล์ขนาดใหญ่จนเกือบเต็มเซลล์

ข.      เส้นใยยาวมากเป็นรูปทรงกระบอก

ค.      ผนังเซลล์บางมี  vacuole  ขนาดใหญ่

ง.       เซลล์มีขนาดเล็กยางเรียว  หัวท้ายแหลม  เกือบไม่มีช่องว่างภายในเซลล์

  1. sieve  plate  หมายถึงข้อใด

ก.      ส่วนหัวและท้ายมีลักษณะแหลมของ  fiber

ข.      ปลายของผนังเซลล์เป็นรูปทรงกระบอก  มีลักษณะเป็นรูพรุน

ค.      ปลายของผนังเซลล์ที่ทะลุถึงกันของ  vessel

ง.       ปลายของผนังเซลล์ที่ช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำของเซลล์

  1. ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของ  xylem

ก.      vessel                                                    

ข.      tracheid

ค.      vessel  member                                  

ง.       companion  cell

  1. ในส่วนของรากพืชจะพบ  vascular  bundle  ตรงส่วนใด

ก.      stele                       

ข.      epidermis

ค.      cortex                                                                   

ง.       root  cap

  1. แฉก  (arch)  ในรากของพืชใบเลี้ยงคู่ที่พบส่วนมากมักมีจำนวนกี่แฉก

ก.      1-3  แฉก                                                              

ข.      1-4  แฉก

ค.      3-  4  แฉก                                                           

ง.       มากกว่า  6  แฉกขึ้นไป

  1. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับ  pericycle

ก.      เป็นส่วนปลายสุดของราก

ข.      เป็นแหล่งกำเนิดของรากแขนง

ค.      เป็นเซลล์แถวนอกสุดของราก

ง.       สามารถเปลี่ยนไปเป็นขนรากได้

  1. เนื้อเยื่อของพืชชนิดใดไม่พบในชั้นเปลือกไม้

ก.      ไซเลม   

ข.      โฟลเอ็ม

ค.      คอร์เทกซ์                                                             

ง.       เอพิเดอร์มิส

  1. region  of  cell  division  มีลักษณะดังข้อใด

ก.      เซลล์ขนาดเล็ก  ผนังเซลล์บาง  มีการแบ่งเซลล์

ข.      มีการบ่งเซลล์  เซลล์มีหลายลักษณะ  มีนิวเคลียสขนาดใหญ่

ค.      มีนิวเคลียสขนาดใหญ่  มีโพรโทพลาซึมมาก  ไม่มีการเพิ่มจำนวนเซลล์

ง.       บางส่วนเจริญเป็นหมวกราก  ไม่มีการสร้างเซลล์เพิ่มอีก

  1. region  of  cell  maturation  หมายถึงบริเวณใด

ก.      บริเวณหมวกราก

ข.       บริเวณขนราก

ค.      บริเวณเซลล์ยืดตัว                                               

ง.       บริเวณเซลล์แบ่งตัว

  1. หมวกรากมีประโยชน์ในข้อใดมากที่สุด

ก.      ชอนไชลงไปในชั้นของดิน

ข.      ป้องกันอันตรายให้รากทั้งหมด

ค.      ทำหน้าที่ห่อหุ้มปลายรากและเป็นเนื้อเยื่อถาวร

ง.       ป้องกันเนื้อเยื่อเจริญบริเวณปลายรากในขณะชอนไชลงไปในดิน

  1. ชั้นในสุดของ  stele  รากพืชใบเลี้ยงคู่คืออะไร

ก.      xylem                                                                   

ข.      phloem

ค.      cambium                                                              

ง.       parenchyma  cell

  1. exogenous  branching  หมายถึงข้อใด

ก.      การแตกแขนงของลำต้นในชั้น  cortex

ข.      การแตกแขนงของเซลล์ในชั้น  pericycle

ค.      การเปลี่ยนแปลงจาก  epidermis  ไปเป็น  root  hair

ง.       การเปลี่ยนน้ำให้กลายเป็นไอและปล่อยออกมาทางปากใบ

90.   บริเวณใดของรากที่เนื้อเยื่อชั้นในมีการเจริญเป็นเนื้อเยื่อถาวร

ก.      root  cap

ข.      region  of  cell  division

ค.      region  of cell  elongation

ง.       region  of  cell  maturation

About these ads
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s